สมุดบันทึก

ครูออนบันทึกเรื่องราวต่างๆ ที่ได้พบเจอมา ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องรอบตัว ที่คิดว่าน่าสนใจเพื่อเล่าสู่กันฟัง

Love father

5 ธันวา เป็นวันหยุดของชาวไทย เพื่อร่วมกันถวายความจงรักภักดีต่อพ่อหลวงของพวกเรา และเป็นโอกาสที่ดีที่ลูกจะได้แสดงรัก ความกตัญญูต่อผู้เป็นพ่อหรือผู้มีพระคุณของเรา…..

วันหยุดนี้ถือว่าเป็นความโชคดีเหลือเกินที่มีภาพของความประทับใจมาเสริฟถึงหน้าบ้าน “เด็กชายชาวกัมพูชา” ทำงานหารายได้ช่วยพ่อ โดยการขนทรายเข้าไปในสวนสาธารณะ เพื่อบริการให้ “เด็กชายไทย” มีที่วิ่งเล่น

เด็กชายสองกลุ่ม มีอายุที่ไล่เลี่ยกัน กำลังสนุกในเครื่องเล่นของตน ฝ่ายหนึ่งมีของเล่นที่เป็นชีวิตจริง  แต่อีกฝ่ายมีของเล่นที่เป็นของจำลอง มันเป็นความสุขที่แตกต่างกัน ซึ่งเกิดจากพื้นฐานชีวิตที่แตกต่างกัน แต่อย่างน้อยประสบการณ์ของเด็กน้อยในวันนี้ เชื่อเหลือเกินว่าจะส่งผลต่ออนาคตของเขาตามวิธีชีวิตในวันเด็กที่เขาได้รับอย่างแน่นอน……

“สุขสันต์วันพ่อนะคะ”

เด็กทำงานวันหยุด

เด็กช่วยพ่อทำงานวันหยุด เด็กช่วยพ่อทำงานวันหยุด-2

 

โทรศัพท์กับเด็กนักเรียน

ทุกอาทิตย์ครูออนต้องโทรศัพท์กลับไปคุยกับแม่และพี่ๆที่อยู่ต่างจังหวัด ถามสารทุกข์สุกดิบ (โทรอาทิตย์ละครั้งเพื่อความประหยัด) พี่สาวจะมีเรื่องแปลกๆเล่าให้ฟังอยู่เสมอ และอาทิตย์นี้ก็เช่นเดียวกัน โดยพี่สาวเล่าให้ฟังว่า จะส่งลูกคนโต (ชื่อน้องโอ๊ค เรียน ป.4) ไปเรียนในตัวอำเภอ โดยให้นั่งรถโดยสารไปเรียน และจะซื้อโทรศัพท์ให้ เอาไว้เวลาที่ตกรถจะได้โทรให้พ่อไปรับ น้องโอ๊คก็เลยบอกแม่ว่า

“โอ๊คไม่เอาโทรศัพท์หรอก ถ้าไม่ทันรถเดี๋ยวโอ๊คก็หยอดเหรียญที่ตู้โทรศัพท์โทรหาพ่อก็ได้”

การใช้โทรศัพท์ของเด็กไทย

พอครูออนได้ฟังก็ได้แต่อมยิ้มในความเป็นเด็กช่างคิดของหลานชาย แต่ต้องทำความเข้าใจกันก่อนนะคะว่า ที่บ้านครูออนที่ต่างจังหวัดในปัจจุบันนี้ โทรศัพท์สาธารณะยังกระจายไม่ทั่วถึง แม้จะมี ก็ใช้ได้บ้างไม่ได้บ้าง ด้วยความเป็นห่วงลูก พี่สาวครูออนก็เลยคิดที่จะซื้อโทรศัพย์ให้ เลยทำให้กลับมานั่งนึกย้อนถึงเด็กที่ครูออนสอน โรงเรียนอยู่ในตัวเมืองที่เจริญ โทรศัพท์สาธารณะก็เยอะแยะ แต่เด็กนักเรียนก็พกโทรศัพท์กันแทบทุกคน (พกโทรศัพท์ประมาณ 85% ผลจากการสำรวจของครูออนเองค่ะ) และโทรศัพท์บางรุ่นที่พกก็แพงกว่าของครูซะอีก เลยทำให้เกิดคำถามในใจ ว่าเด็กสมัยนี้ใช้ชีวิตกันสะดวกสบายกันมากเกินไปหรือเปล่า โทรศัพท์พ่อ-แม่เต็มใจซื้อให้หรือถูกลูกบังคับ แล้วค่าโทรศัพท์ใครเป็นคนจ่าย และก็อยากรู้ต่อไปว่าถ้าพ่อ-แม่ไม่ยอมซื้อให้นักเรียนจะมีปฏิกริยาอย่างไร (น่าทำวิจัยนะ)

ทุกคำถามไม่ใช่ว่าจะจับผิด แต่เป็นห่วงพ่อ-แม่บางคนที่หาเช้ากันค่ำ แต่ต้องแบ่งค่าใช้จ่ายมาจ่ายเป็นค่าโทรศัพท์ให้กับเรา จากการสอบถาม เด็กบางคนอยากมีเพราะเพื่อนมีและจะต้องเป็นรุ่นที่ถ่ายรูปได้
ครูออนได้ฟังก็หนักใจ และก็มานั่งคิดว่าจะปลูกฝังยังไงให้เด็กได้คิดถึงผลเสียของการมี และใช้โทรศัพท์แบบไม่คิด ครูออนก็เลยคุยกับเค้าก่อนสอนคณิตฯ ว่า

“โทรศัพท์บางรุ่นราคาเป็นหมื่น และในแต่ละเดือนเราจะต้องจ่ายค่าโทรฯอีกหลายร้อย แต่ผลดีของมันก็แค่ได้คุยกับเพื่อน
แต่ถ้าเราเอาเงินหมื่นที่จะซื้อโทรศัพท์ไปซื้อควายอาจจะซื้อควายได้หลายตัว นอกจากจะไม่ต้องซื้อหญ้าให้ควายกินแล้ว เรายังใช้ประโยชน์จากควายโดยการใช้ควายไถนาได้อีก”

ครูเป็นแค่คนกลุ่มเล็กๆที่จะทำให้เด็กคิดได้ แต่บุคคลที่มีส่วนสำคัญในการปลูกฝังความคิดเด็กก็คือผู้ปกครอง ถ้าผู้ใหญ่เป็นแม่พิมพ์ที่ดี เด็กก็จะดีเหมือนแม่พิมพ์ …

บ่นเล็กๆ…
จากครูออน

ฝากข้อความถึงครู

หลังจากที่ไม่ได้ปรับปรุงเว็บไซต์มานาน และทนเสียงเรียกร้องของนักเรียนไม่ได้ ว่าอยากจะส่งข้อความถึงครูออนง่ายๆ มีหรือไม่ หรืออยาก chat กับครูออน  ผู้ช่วยครูจึงหาวิธีการส่งข้อความถึงครูออนแบบง่ายๆ มาให้ทุกคนได้ส่งข้อความกัน โดยสามารถพิืมพ์และส่งข้อความได้จาก ช่อง “ส่งข้อความถึงครูออน” ทางด้านขวามือของเว็บไซต์นะ

ยังไงใครมีเรื่องอะไร อยากถามอะไรหรืออยากให้ครูออนช่วยเหลืออะไร ก็ส่งมาบอกกันได้นะ   (ยกเว้นยืมตังค์ เพราะครูออนเงินเดือนน้อย)  แต่หากใครต้องการคุยเป็นเรื่องส่วนตัวให้ email มาหาครูออนที่ contact@krooon.com นะ

รักทุกคนเลย….  :eek:

เกือบตาย….ที่สี่แยกไฟแดง

ไฟแดงการใช้รถหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะเจอกับสี่แยกไฟแดง ผู้ที่มีใบขับขี่ (ที่ได้จากการสอบใบขับขี่รถยนต์-จักรยานยนตร์ด้วยความสามารถ) จะรู้ว่าเวลาขับรถไปเจอไฟสี่แยกแดง ถ้าเจอไฟส้มต้องเตรียมตัวหยุด ถ้าเป็นไฟแดงรถทุกคันต้องหยุด และถ้าเจอไฟเขียวถึงจะออกรถได้ แต่ตอนนี้ไม่ใช่ ถ้าเป็นไฟส้มต้องรีบเหยียบคันเร่ง ถ้าเป็นไฟแดงแล้วซ้าย-ขวาไม่มีรถ หรือแม้กระทั่งมีรถก็หน้าด้านไปต่อ (ที่อื่นไม่รู้เป็นแบบนี้หรือเปล่า แต่ที่ที่ครูออนทำงานเจอแบบนี้ประจำ เหตุการณ์แบบนี้จะเกิดตอนเช้าๆ และดึกๆ ซึ่งไฟแดงก็ยังทำงานของมันตามปกติ แต่ปัญหาน่าจะเกิดที่คนมากกว่า ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุก็ดีไป แต่ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาก็มีแต่ความสูญเสีย


ครูออนคงจะไม่เขียนเรื่องนี้ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์ที่มันไม่น่าจะเกิดกับคนที่รักษากฎระเบียบ หลังจากทำภาระกิจที่โรงเรียนเสร็จ ครูออนก็ขับรถกลับบ้านตามเส้นทางเดิม พอถึงสี่แยกไฟแดงครูออนก็เจอไฟเขียวซึ่งรถที่จะตรงให้ไปได้ แต่ครูออนจะเลี้ยวขวาก็ต้องรอสัญญาณไฟเขียวให้เลี้ยวขวาก่อน แต่รถคันที่อยู่ก่อนครูออนเขาเลี้ยวขวาโดยที่ไม่รอลัญญาณ ครูออนก็ไม่ได้ขับตามเขา หยุดเพื่อรอสัญญาณไฟก่อน

แต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อรถคันหลังครูออนเขาบีบแตรดังลั่นเพื่อไล่ให้ครูออนออกรถ ครูออนก็ไม่ยอมออกรถแถมใจนักเลงบีบแตรตอบกลับให้เขารู้ว่าต้องรอสัญญาณไฟเลี้ยวขวาก่อน แต่คนที่ไม่รู้ว่าได้ใบขับขี่มาได้ยังไงกลับขับรถเบียดรถครูออนพร้อมกับบีบแตร พอแซงได้เขาก็หยุดรถแล้วมองผ่านกระจกหลัง ในใจเริ่มคิดถึงข่าวในหนังสือพิมพ์ที่ขับรถบาดหน้าแล้วชักปืนมายิงกันตาย แต่แล้วเขาก็บึงรถไปอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจว่าข้างหน้ายังมีคนที่กำลังข้ามถนน

จากเหตุการณ์จริงที่ครูออนเล่าสู่กันฟัง ทุกท่านคิดว่าครูออนควรจะทำผิดกฎหมายเพื่อจะได้เหมือนชาวบ้านเขาหรือยึดมั่นใจอุดมคติแต่อาจจะทำให้เสียชีวิต
อยากฝากถึงทุกท่านนะคะ ถ้าเราใจเย็นอีกนิดและยึดมั่นในกฎระเบียบโดยไม่ต้องรอให้ตำรวจต้องอยู่ตามไฟแดง อย่างน้อยลูกหลานที่เขากำลังมองเราอยู่จะได้มีสิ่งที่ดีๆติดตัวไปบ้างในเรื่องมารยาทในการขับรถ


ค้นหาเรื่องที่สนใจ

| หรือ ค้นหาจากคำค้น »

Photo albums

อัลบัมล่าสุด » pattaya9-sportdays-2007
หรือเลือกจากอัลบัมทั้งหมด